posted on 05 Aug 2011 08:21 by f10shop
การเลือกซื้อเครื่องสําอางนั้น ต้องมีเทคนิคการซื้อเครื่องสําอางอย่างฉลาด และคุ้มค่า ดังนี้
1.ซื้อให้ตรงตามจุดมุ่งหมาย
คือ ซื้อเท่าที่ต้องการ หรือที่จำเป็นต้องใช้ เพราะจะช่วยให้ประหยัดเงิน และช่วยป้องกันไม่ให้มีเครื่องสําอางเกินความจำเป็น การเก็บเครื่องสําอางไว้นานๆ เมื่อเวลาผ่านไป เครื่องสําอางจะมีกลิ่น สีและลักษณะเปลี่ยนแปลงไป ใช้ไม่ได้ก็จะกลายเป็นขยะ นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเพิ่มขยะโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
2.ซื้อโดยไม่หลงเชื่อคำโฆษณา
3.ซื้อตามความเหมาะสมของฐานะและเศรษฐกิจ
เนื่องจากเครื่องสําอางที่จะต้องซื้อมีมากมายหลายชนิด ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น การเลือกซื้อเครื่องสําอาง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภายนอก ควรคำนึงถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องราคา โดยมีข้อสังเกต ดังนี้
-เครื่องสําอางต่างประเทศ มีราคาสูงมาก เนื่องจากต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง และทั้งผู้ผลิตในต่างประเทศ และผู้นำเข้าในประเทศไทย ต่างต้องมีกำไรในการขาย ราคาขายจึงแพงมาก
-เครื่องสําอางบางชนิดราคาสูงเนื่องมาจากความนิยมในยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้า
-เครื่องสําอางที่ผลิตในประเทศ ปัจจุบันมีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ และมีขายหลายระดับราคา สามารถเลือกซื้อได้ตามความเหมาะสม
-การที่เครื่องสําอางมีราคาสูง มิได้หมายความว่า เมื่อใช้แล้วจะไม่แพ้หรือไม่อันตราย เนื่องจากการแพ้ หรือใช้ไม่ได้ผล อาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
4.ซื้อให้เหมาะสมกับผู้ใช้
-เหมาะกับวัย เช่น ทารก เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน หรือวัยชรา การเลือกซื้อเครื่องสําอางต้องคำนึงถึงวัยของผู้ใช้ด้วย เพราะสภาพผิว ความต้านทานของผิว และความจำเป็นของผู้ใช้แต่ละวัยไม่เหมือนกัน
-เหมาะสมกับผิวของผู้ใช้ หรือลักษณะของผู้ใช้ เนื่องจากปัจจุบัน เครื่องสําอางหลายชนิดที่ผลิตออกมาจำหน่าย สำหรับผิวหรือลักษณะของผู้ใช้แต่ละแบบ เช่น สำหรับผิวแห้ง ผิวมัน สำหรับผมแห้ง ผมธรรมดา หรือผมมัน เป็นต้น
5.ซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ
การซื้อควรซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่มีที่อยู่หรือหลักแหล่งที่แน่นอน เนื่องจากหากใช้แล้วเกิดปัญหาก็สามารถจะกลับไปตรวจสอบหรือสอบถามข้อมูลจากผู้ขายได้
6.ซื้อเครื่องสําอางที่มีฉลากภาษาไทยครบถ้วน
กฎหมายของเครื่องสําอางมุ่งเน้นที่จะให้ผู้รับบริการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องของเครื่องสําอางจึงมีข้อบังคับว่า เครื่องสําอางทุกประเภททุกชิ้นจะต้องมีฉลากที่มีข้อความเป็นภาษาไทย ตามที่กำหนดไว้ของเครื่องสําอางแต่ละประเภท
ข้อสังเกตในเรื่องฉลากภาษาไทย
เครื่องสําอางที่มีฉลากภาษาไทยต้อง แจ้งรายละเอียดต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งชื่อ และที่อยู่ผู้ผลิตอย่างชัดเจน อาจเป็นเครื่องชี้วัดได้ในระดับหนึ่งว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์มีความบริสุทธิ์ใจ และจริงใจต่อผู้ใช้ สามารถตรวจสอบจากแหล่งผลิตได้ หากเกิดปัญหาวัน
การพิจารณาเครื่องสําอางที่มีฉลากภาษาไทย ต้องมีสาระสำคัญต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
-วัน เดือน ปี ที่ผลิต ซึ่งกฎหมายบังคับว่า เครื่องสําอางทุกชนิด ทุกชิ้น ต้องแสดงวัน เดือน ปี ที่ผลิตไว้ที่ฉลาก ในส่วนนี้ผู้ซื้อจะพิจารณาๆได้ว่า เครื่องสําอางนั้นเก่าเกินไปหรือไม่
-วัน เดือน ปี ที่หมดอายุ สำหรับเครื่องสําอางบางชนิด ได้แก่ น้ำยาโกรกผม หรือน้ำยาผสมของผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ เมื่อครบกำหนดวันหมดอายุแล้วประสิทธิภาพจะหมดไปด้วย
7.พิจารณาลักษณะ และภาชนะบรรจุของเครื่องสําอาง
ลักษณะของเครื่องสําอางที่บรรจุอยู่ภายในภาชนะ ให้สังเกตในเรื่องของสี กลิ่น การแยกชั้น หรือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดี เช่น เก็บไว้นานจนปริมาณในขวดลดลงจนเห็นได้ชัด
ภาชนะบรรจุ คือ วัตถุใดๆ ที่ใช้บรรจุ หรือหุ้มห่อเครื่องสําอาง โดยเฉพาะในการซื้อ จะต้องพิจารณาว่าภาชนะบรรจุอยู่ในลักษณะที่ดีเหมาะสม ปลอดภัย ไม่แตก รั่ว ร้าว และไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน
การนำเครื่องสําอางไปใช้
เมื่อเลือกซื้อเครื่องสําอางไปแล้ว ก่อนที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และปลอดภัยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
1.อ่านฉลากก่อนใช้
การอ่านฉลากก่อนใช้จะทำให้ทราบได้ว่า ผลิตภัณฑ์นั้น คืออะไร และใช้เพื่ออะไร สาระสำคัญในการอ่านฉลากก่อนใช้ คือ วิธีใช้ ข้อควรระวัง หรือ คำเตือน ซึ่งบางครั้งอาจแสดงไว้ที่ฉลาก กล่องหรือด้านในของกล่อง ใบแทรก หรือเอกสารกำกับเครื่องสําอาง จะต้องอ่านอย่างละเอียด อ่านให้เข้าใจ หากไม่เข้าใจต้องสอบถามผู้รู้หรือผู้ขายให้เข้าใจ
2.ปฏิบัติตามวิธีใช้วิธีที่แสดงไว้ที่ฉลาก
หรือกล่อง หรือใบแทรก หรือเอกสารกำกับเครื่องสําอาง ถือว่าเป็นวิธีใช้ที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ไม่ควรเชื่อคำบอกเล่า เนื่องจากอาจไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่ปลอดภัย
3.ระมัดระวังตามข้อควรระวังหรือคำเตือนที่แจ้งไว้
ให้อ่านคำเตือน หรือข้อควรระวังที่แสดงไว้ที่ผลิตภัณฑ์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำเตือนของเครื่องสําอางควบคุมพิเศษ และเครื่องสําอางควบคุมที่กฎหมายบังคับให้แสดงคำเตือนไว้บนฉลาก
ผลจากการใช้เครื่องสําอาง
เมื่อได้ใช้เครื่องสําอางชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ผู้ใช้ควรจะต้องพิจารณาผลที่ได้จากการใช้ว่าคุ้มค่า หรือสูญเปล่าเพียงใด ดังนี้
1.หากใช้แล้วได้ผลตามที่ต้องการ
ไม่เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองก็สมควรที่จะซื้อใช้ต่อไป
2.ใช้แล้วไม่ได้ผล
ถึงแม้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองก็ตาม สมควรเลิกใช้ และหากพิจารณาแล้วว่า น่าจะเป็นการโฆษณาสรรพคุณเป็นเท็จหรือเกินจริง ก็ควรบอกกันต่อๆ ไป เพื่อมิให้มีผู้ถูกหลอกลวงมากขึ้น หรืออาจแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบ เพื่อติดตามตรวจสอบต่อไป
3.ใช้แล้วเกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง
ในกรณีที่ใช้แล้วเกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง ให้หยุดใช้ หากอาการแพ้ไม่รุนแรง เมื่อหยุดใช้จะหายเองได้ แต่หากอาการแพ้รุนแรง ควรพบแพทย์ เพื่อแก้ไข บรรเทา หรือรักษาอาการแพ้นั้น
หากใช้เครื่องสําอางชนิดใดแล้วเกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง ให้เลิกใช้ทันที !!
4.มีปัญหาสงสัยให้แจ้งเจ้าหน้าที่
ในกรณีที่ใช้แล้วไม่ได้ผล หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ หรืออาการแพ้ หรือมีปัญหาน่าสงสัยว่าอาจเป็นเครื่องสําอางผิดกฎหมาย หรืออาจมีอันตราย หรือไม่น่าปลอดภัย ควรอบถามหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
posted on 24 Nov 2010 10:09 by f10shop
เครื่องสำอาง เป็นสารที่ใช้เพิ่มเติมความสวยงามให้กับร่างกายมนุษย์ นอกเหนือจากอุปกรณ์รักษาความสะอาดโดยทั่วไป การใช้งานเครื่องสำอางมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก จำนวนบริษัทผลิตเครื่องสำอางในปัจจุบันมีเป็นจำนวนน้อยเปรียบเทียบกับธุรกิจชนิดอื่น โดยบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในระดับนานาชาติ มากกว่าระดับท้องถิ่น
ประวัติเครื่องสำอาง
การใช้เครื่องสำอางจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีการค้นพบว่า มีการใช้เครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จีน อินเดีย และต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวกรีกเป็นชาติแรกที่มีการแยกการแพทย์และเครื่องสำอางออกจากกิจการทางศาสนา และยังถือว่าการใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติต่อร่างกายให้ถูกต้องสม่ำเสมอจนเป็นกิจวัตรประจำวัน
ศิลปะการใช้เครื่องสำอางและเครื่องหอมได้ถึงขีดสุดในระหว่าง 2 ศตวรรษแรกแห่งจักรวรรดิโรมัน แล้วค่อยๆ เสื่อมลง และเมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางจึงแพร่หลายเข้าสู่ทวีปยุโรป นอกจากนี้ ชาวอาหรับก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการผลิตเครื่องสำอาง โดยได้มีการดัดแปลง แก้ไขส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น การใช้กรรมวิธีการกลั่นเพื่อให้มีความบริสุทธิ์สูง การใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย เป็นต้น
เมื่อศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แพร่หลายเข้าสู่ในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสได้พยายามเสนอให้มีการแยกกิจการด้านเครื่องสำอางไว้เฉพาะ โดยให้แยกออกจากกิจการด้านการแพทย์ เนื่องจากกิจการด้านการแพทย์และเครื่องสำอางต้องอยู่ในการควบคุมของกฎหมาย ในระหว่างปี ค.ศ. 1400 – 1500 และความพยายามก็ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1600 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แยกออกมาจากกิจการด้านการแพทย์อย่างชัดเจน ต่อมาในปี ค.ศ. 1800 ได้มีการรวบรวมและแยกแยะความรู้ในด้านศิลปะการใช้เครื่องสำอางออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น เภสัชกร ช่างเสริมสวย นักเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ได้มาจากเภสัชกรรมและครื่องสำอางมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอาชีพ
การผลิตเครื่องสำอางในช่วงแรกๆ นั้น ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่แน่นอน เครื่องสำอางบางประเภทมีขายในร้านขายยา การผลิตเป็นความรู้ส่วนบุคคลที่ได้รับสืบทอดมาหรือได้จากการศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูก จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีผู้นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตแทนวิธีเก่า และเมื่อผลิตเครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีเครื่องหมายการค้าชัดเจน และมีกรรมวิธีในการผลิตที่แน่นอน ทำให้เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต ทำให้มีการเพิ่มการผลิต และพยายามปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูงขึ้น
ต่อมาได้มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเคมี ได้มีส่วนเข้ามาช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูง ในการผลิตแต่ละครั้งต้องมีส่วนประกอบที่คงที่ ได้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน มีหลักการเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานในการผลิต และมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตลอดจนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
ในปี ค.ศ. 1895 ได้มีการเปิดสอนวิชาการเครื่องสำอาง ในเมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก ทำให้นักศึกษาได้รู้จักวิธีการใช้เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ในการรักษาผิวหนังและเส้นผม ต่อมาการศึกษาวิชานี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว
http://th.wikipedia.org , www.f10shop.com
edit @ 24 Nov 2010 10:10:22 by F10SHOP
posted on 23 Nov 2010 13:01 by f10shop
หน้าหนาวทีไร ผิวแห้งทุกที ปัญหานี้ ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ หลายคนค่ะ บางคนบอกว่า ถ้าหน้าแห้งธรรมดาๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่มีอาการคันยิบๆ เข้าไปด้วย จะเกาก็ไม่ได้เดี๋ยวหน้าจะพังแล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะ
ไม่ต้องห่วงค่ะ เรามีคำแนะนำดีๆ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ
- ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นดีกว่าน้ำอุ่น เพราะยิ่งใช้น้ำอุ่น หน้าก็จะยิ่งแห้งมากขึ้น และคันมากขึ้นค่ะ
- เลือกใช้สบู่อ่อนๆ ล้างหน้า เป็นสบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป สำหรับสาวที่ผิวแห้งมาก ๆ ควรเลือกใช้แบบที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ด้วย จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้าได้ดีทีเดียวค่ะ
- ไม่ควรอบซานหน้าในช่วงหน้าหนาว เพราะการอบซาวน่าคือการดึงน้ำและความชุ่มชื้นออกจากร่างกาย และใบหน้าอย่างรวดเร็ว
- อย่าเกาหรือถูใบหน้าแรง ๆ หากรู้สึกคัน อดทนเอา แม้กระทั่งการเอามือลูบก็ไม่เป็นผลดี ดีไม่มีดีมือสกปรก ทำให้เป็นสิวได้อีก
- ควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพราะช่วงหน้าหนาว แม้อากาศจะเย็น แต่แสงแดดจะแรงมากค่ะ
- ถ้าจะให้ดีก่อนใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเดย์ครีม หรือไนท์ครีม ควรลงเซรั่มก่อน เพื่อช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว และเสริมการผลิตคอลลาเจน ที่เป็นตัวการสำคัญของการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า
วิธีการทาครีมที่ถูกต้อง จะทำให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายวิธีการจะแบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้
ใบหน้า : เริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มสองข้าง และคาง จากนั้นเริ่มเกลี่ยบริเวณแก้มสองข้าง ซ้ายและขวาวนตามในบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง
รอบดวงตา : บีบครีมปริมาณเท่า 1 เม็ดถั่วเขียว ลงบนนิ้วนางเพราะเป็นนิ้วที่ให้น้ำหนักเบาที่สุด เริ่มทาบริเวณหางตา หรือหัวตาก่อนก็ได้
ลำคอ : ปริมาณครีมสำหรับลำคอจะเท่ากับใบหน้า คือ 1 ข้อนิ้ว โดยเริ่มแต้มส่วนที่กว้างที่สุดของลำคอก่อน คือบริเวณฐานของลำคอ จากนั้นใช้ปลายนิ้วลูบไล้อย่างเบามือให้ทั่วในลักษณะทาขึ้น
หน้าอก : ใช้ครีมที่เหลือจากการทาคอ ที่ติดปลายนิ้ว มาลูบไล้ช่วงอกต่อได้ โดยลูบเพียงเบาๆ ให้ทั่วแผ่นอก เพียงแค่นี้ ก็สวย ใส ไม่คัน ตลอดช่วงหน้าหนาวนี้แล้วล่ะค่ะ
ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท.
http://www.f10shop.com/category.aspx?id=007&pi=0&p=1
posted on 23 Nov 2010 12:51 by f10shop
การโกน เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และราคาย่อมเยา เวิร์คกับขนบริเวณรักแร้ ขาและบิกินี่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือ ใบมีดโกนที่ใช้นอกจากคมแล้วต้องสะอาดด้วย ก่อนโกนขนต้องพยายามทำให้ขนนุ่มขึ้นด้วยการทำให้เส้นขนเปียก อาจจะแช่น้ำหรือใช้สบู่หรือครึมสำหรับโกนขนก็ได้ แต่วิธีนี้มีข้อเสียอยู่คือ ขนที่ขึ้นใหม่มักจะแข็งและหยาบขึ้น เพราะขนที่ขึ้นใหม่ปลายจะตรง ต้องโกนช้ำบ่อยๆ เพราะขนจะขึ้นเร็วและอาจรู้สึกว่าผิวไม่นุ่มนวล ไม่เรียบเนียนสมใจ เนื่องจากปลายขนที่งอกขึ้นมาใหม่จเห็นเป็นตอๆ ได้ง่าย ถ้ายิ่งโกนบ่อยๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งเสี่ยงต่อการขูดผิวมากๆ จนอาจเกิดการอักเสบติดเชื่อได้
การถอน หลายๆ คนโดยเฉพาะคนรุ่นเก่าจะนิยมใช้แหนบถอนขนมาก เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกสุดๆ เวลาที่จะถอนขนด้วยแหนบควรทำให้ขนในจุดนั้นๆ นุ่มขึ้นด้วยน้ำ ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ของวิธีนี้คือ รู้สึกเจ็บเวลาถอน แถมต้องใช้เวลานานหากถอนในบริเวณกว้าง ผลเสียในระยะยาวคือพื้นผิวอาจะมีลักษณะเป็นตุ่ม ดูไม่เรียบเนียน เสมือนหนังไก่ ถ้ารักษาความสะอาดได้ไม่ดีอาจถึงขั้นอักเสบได้
การใช้ครีมกำจัดขน อาจทำโดยแว๊กซ์ขี้ผึ้งร้อน แว๊กซ์ร้อน หรือ แว๊กซ์เย็น แปะผ้าลงไปแล้วดึงย้อนขึ้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับรูขุมขน การแว็กซ์มีข้อดีคือทิ้งช่วงได้นานถึง 6 สัปดาห์ เพราะขนขึ้นช้าทำให้ไม่ต้องทำบ่อยๆ และขนใหม่อ่อนนุ่ม แต่มีข้อเสียคือ หากกระตุกแรงอาจมีรากขนขาดเกิดเป็นขนคุดอยู่ข้างใน หรืออาจเกิดการระคายเคืองในบางคน
การแว็กซ์ขน มี 3 ประเภทให้เลือกใช้ ทั้งแบบร้อน แบบเย็น และแบบแผ่น โดยทางแว็กซ์แล้วดึงย้อนทิศทางของขน เหมาะกับขนบริเวณขาและบิกินี่ งานนี้ทดสอบความอดทนค่ะ เพราะขณะทำจะเจ็บไม่ใช่เล่น ข้อดีคือ ผิวจะเรียบเนียนและนุ่มนวล ขนงอกช้า แต่มีข้อเสียคือ จะรู้สึกเจ็บ อาจมีการอักเสบและระคายเคืองได้
อันที่จริงก็ยังมีวิธีกำจัดขนแบบอื่นอีก เช่น การใช้เลเซอร์ ที่ฮิตอินเทรด์ขึ้นมากในปัจจุบัน แต่ก็เป็นวิธีที่ต้องใช้ทุนสูงและต้องพึ่งมือหมอแน่นอนอีกด้วย ยังไงก็ลองหาวิธีที่เหมากับตัวคุณเองที่สุด ..
ที่มา : Spicy
หรือทนไม่ไหวจริง ๆ แนะนำ เปลี่ยนสีขน ก็ได้ค่ะ
ข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับ ฟอกตัว กำจัดขน
>> http://www.f10shop.com/category.aspx?id=18&pi=0&p=1
posted on 23 Nov 2010 12:44 by f10shop
ตอนเลือกน้ำหอม สังเกตมั้ยว่าทำไมชื่อเรียกถึงแตกต่างทั้งๆที่เป็นน้ำหอมเหมือนกัน น้ำหอมนั้นเป็นผลของส่วนผสมหลักๆ 2 อย่างคือ นํ้ามันหอม (Fragrant Oils) และ แอลกอฮอล์ (Alcohol) เมื่อนํ้ามันหอมผสมกับ แอลกอฮอล์ ในระดับความเข้มข้น ต่างกัน ระดับของความหอมที่ถูกทำให้เจือจางลงด้วย เราจึงแบ่งน้ำหอมออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ ตามระดับความเข้มข้นของกลิ่นหอมได้ดังนี้
Eau de Parfum หรือเรียกสั้นๆว่า Parfum พาฟูม คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนประมาณ 15-18 % แบบนี้จะหอมติดทนนาน
Eau de Toilette หรือเรียกสั้นๆว่า Toilette ทอยเล็ตต (ชื่ออาจไม่น่าใช้) คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนประมาณ 4 - 8 %
Eau de Cologne หรือเรียกสั้นๆว่า โคโลนจ์ Cologne คือนํ้าหอม ที่มีส่วนผสมของนํ้ามันหอม ในสัดส่วนประมาณ 3-5 %
นํ้าหอมที่วางขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่นั้น จะเป็น Eau de Parfum และ Eau de Toilette แต่ที่นิยมใช้กันนั้นจะเป็น Eau de Toilette เสียมากกว่า ซึ่งความหอมระดับนี้จะมาเป็น ส่วนประกอบในสินค้าอื่นๆ นอกจาก นํ้าหอมด้วย เช่น โลชั่นทาผิว, สบู่, โฟมอาบนํ้า และอีกมากมาย
เลือกซื้อ > น้ำหอมผู้ชาย , น้ำหอมผู้หญิง